ยธ. ส่งพยานคดีความมั่นคงให้ทหารคุ้มครอง

admin

ยธ.ส่งพยานในคดีความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้และคดีค้ามนุษย์ให้ทหารคุ้มครอง ส่วนคดีอื่นๆให้กรมคุ้มครองสิทธิฯและดีเอสไอดูแลเหมือนเดิม เผย 15 ปีคุ้มครองพยานแล้วกว่า 2,700 คน

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และพลเอกณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการปฏิบัติและประสานงานการให้ความคุ้มครองพยานในคดีอาญาแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 เพื่อร่วมมือกันประสานความร่วมมือให้ทหารสามารถคุ้มครองพยานในคดีความผิดที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี จังหวัดยะลา และนราธิวาส เพื่อสร้างความมั่นใจให้พยานกล้าเข้าให้ปากคำต่อศาลในคดีความมั่นคง คดีค้ามนุษย์และคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร โดยมีนายสมณ์ พรหมรส อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และพลเรือเอกปรีชาญ จามเจริญ เจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็นพยานในการลงนาม

ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมา15ปีมีคดีที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ความคุ้มครองพยานจำนวน 1,203 คดีและมีพยานที่อยู่ในความคุ้มครอง 2,745 คน และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีคดีในลักษณะองค์กรอาชญากรรม ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องจึงส่งผลให้บุคคลที่เข้ามาเป็นพยานในคดีสำคัญต่างๆไม่กล้าเข้าให้ปากคำ หรือบางครั้งเมื่อมาเป็นพยานแล้วถูกอีกฝ่ายข่มขู่คุกคามจึงลังเลที่จะให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย โดยเห็นได้ชัดเจนจากคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงยุติธรรมจึงลงนามในบันทึกข้อตกลงกับกระทรวง กลาโหมเพื่อขอให้เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยของพยาน ซึ่งการเข้าสู่ความคุ้มครองพยานของทหารจะต้องได้รับความยินยอมจากพยานเอง และหน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองพยานมีกำลังไม่พอ

ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ตามปกติหน้าที่หลักๆในการคุ้มครองพยานมีหลายหน่วยงาน ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ ) ตำรวจ และฝ่ายปกครองและที่ผ่านรัฐบาลได้สนับสนุนเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เพื่อปฎิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองพยาน แต่คดีมีเป็นจำนวนมากบางคดีดีเอสไอ หรือกรมคุ้มครองสิทธิฯและตำรวจสามารถดำเนินการเองได้ แต่กรณีที่เป็นคดีความมั่นคงสำคัญทหารจะมีความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยให้พยานได้มากกว่า เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่และพื้นที่รองรับโดยในการคุ้มครองพยานก็จะให้การดูแลถึงครอบครัวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด และบางคดีก็ต้องดูแลต่อเนื่องแม้ว่าคดีจะสิ้นสุดแล้วก็ตาม

ขณะที่พลเรือเอกปรีชาญ กล่าวว่า พยานที่อยู่ในความดูแลของศาลทหารมีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากต้องเป็นไปตามกรอบคดีของศาลทหาร แต่กรณีที่ต้องดูแลความปลอดภัยของพยานในคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปตามคำขอกระทรวงยุติธรรม โดยจะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมกระทรวงกลาโหมเป็นกรณีไป นอกจากนี้พยานต้องสมัครใจที่จะอยู่ในความดูแลของทหาร เชื่อว่าในพื้นที่ทหารมีความปลอดภัยและให้ความเชื่อมั่นกับครอบครัวพยานมากกว่าการอยู่ข้างนอก ซึ่งการอยู่ในพื้นที่ทหารก็ไม่ได้หมายถึงการถูกกักบริเวณ พยานมีความเป็นอิสระไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิว่าจะไปไหนไม่ได้ ซึ่งการคุ้มครองพยานแตกต่างจากการการนำตัวผู้ต้องหามาสอบสวน เพราะพยานไม่ใช่จำเลย การคุ้มครองของทหารจึงทำแค่การดูแลคุ้มครองเพื่อให้เกิดความปลอดภัยเท่านั้น ไม่ได้ถูกจัดสิทธิ ครอบครัวสามารถติดต่อได้ ตรวจสอบได้ตลอด.